Sign up
Log in

ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ในช่วงการประกาศงบการเงินของบริษัท

“ผมคิดว่าคุณต้องรู้ว่าหุ้นทุกตัวล้วนมีเรื่องราวของบริษัทอยู่เบื้องหลัง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมราคาหุ้นถึงสูงขึ้น” – ปีเตอร์ ลินช์

ทำไมช่วงประกาศงบการเงินถึงสำคัญต่อตลาดหุ้น?

เพราะราคาหุ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและมุมมองของนักลงทุนในตลาด มุมมองเชิงบวกต่อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง จะส่งผลให้ราคาของหุ้นตัวนั้นปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่มุมมองเชิงลบจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นและมุมมองของนักลงทุนเหล่านี้ ล้วนถูกกำหนดโดยการประกาศงบการเงินทั้งสิ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนทุกคนต้องให้ความสำคัญกับการประกาศงบการเงินของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาวก็ตาม

ฤดูกาลประกาศงบการเงินเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ส่งผลต่อตลาด เพราะเป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่เปิดเผยผลการดำเนินงานทางการเงิน ซึ่งรายงานเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อราคาหุ้น เพราะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลการดำเนินงานทางการเงินและแนวโน้มการเติบโตของบริษัท ช่วงประกาศงบการเงินจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวม เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการประเมินภาพรวมของผลประกอบการจากหลากหลายบริษัท

ท่ามกลางตัวเลขทางการเงินมากมายในรายงานผลประกอบการ กำไรต่อหุ้น (EPS) และรายได้ของบริษัท เป็นสองสิ่งหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

กำไรต่อหุ้น (EPS)

EPS หรือกำไรต่อหุ้น คือตัววัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่อหุ้น ซึ่งคำนวณได้ด้วยการนำกำไรสุทธิของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้น อธิบายเพื่อความเข้าใจง่ายคือ เป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรได้เท่าไหร่ในแต่ละไตรมาส ต่อหุ้นสามัญหนึ่งหุ้น

การประเมิน EPS มีอยู่ 2 วิธี ได้แก่

1. เปรียบเทียบ EPS ที่เกิดขึ้นจริงกับที่คาดการณ์ไว้

ก่อนเริ่มฤดูกาลประกาศงบการเงิน นักวิเคราะห์จะมีการคาดการณ์ตัวเลขไว้ล่วงหน้า ซึ่งได้สะท้อนตลาดไปเรียบร้อยแล้ว และหากตัวเลขโดยเฉพาะ EPS ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ย่อมส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและมีแนวโน้มทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกัน หาก EPS ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง

กราฟ 15 นาทีด้านล่างจะแสดงให้เห็นว่า EPS ที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้สามารถส่งผลต่อราคาหุ้นได้อย่างไร เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม หลังเวลาตลาดหุ้นปิดทำการ บริษัทได้ประกาศกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 3.10 ดอลลาร์ ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 2.13 ดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% และเกิดช่องว่างราคาบนกราฟ

2. เปรียบเทียบ EPS ของงบการเงินงวดล่าสุดกับงวดก่อนหน้า

การเปรียบเทียบค่า EPS ปัจจุบันกับ EPS ในช่วงก่อนหน้า ช่วยให้นักลงทุนประเมินแนวโน้มการเติบโต และศักยภาพของบริษัทได้ โดยทั่วไปนักลงทุนจะเน้นดูอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ทั้งแบบไตรมาส และรายปี หากอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นอยู่ในระดับสูง มักจะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น

รายได้

รายได้ คือ ตัวเลขแสดงผลรวมของรายได้ทั้งหมดที่บริษัททำได้ในช่วงไตรมาสล่าสุด รายได้คือปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถนำรายได้มาใช้เปรียบเทียบผลกำไรระหว่างบริษัทต่างๆ ได้ แต่รายได้ถือเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนผลกำไร

นักลงทุนสามารถวิเคราะห์การประกาศรายได้ของบริษัทได้สองวิธี

1. การเปรียบเทียบรายได้ที่แท้จริงกับการคาดการณ์รายได้

หากรายได้ที่บริษัทประกาศสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ย่อมส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากรายได้ที่ประกาศออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจส่งผลเสียต่อราคาหุ้น และทำให้ราคาหุ้นร่วงลง

กราฟ 15 นาทีด้านล่าง จะแสดงให้เห็นว่าตลาดอาจมีการตอบสนองอย่างไรต่อการประกาศรายได้ที่น่าผิดหวัง หลังตลาดปิดในวันที่ 19 ตุลาคม บริษัทได้ประกาศรายได้รวมที่ 21.45 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 21.96 พันล้านดอลลาร์ การประกาศรายได้ที่น่าผิดหวังส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัททรุดตัวลงมากกว่า 5% ทันทีหลังจากประกาศผลประกอบการ

2. เปรียบเทียบรายได้ล่าสุดกับรายได้ในงบการเงินย้อนหลัง

การเปรียบเทียบรายได้ในแต่ละไตรมาสย้อนหลังช่วยให้นักลงทุนประเมินได้ว่าบริษัทนั้นมีรายได้ที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ รายได้ที่ลดลงอย่างรวดเร็วอาจเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของรายได้อย่างแข็งแกร่งก็สะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตที่ดีของบริษัท

นอกเหนือจากรายได้รวมแล้ว งบการเงินของบริษัทยังแสดงรายละเอียดรายได้ที่มาจากส่วนธุรกิจหลักแต่ละส่วนอีกด้วย การวิเคราะห์รายได้ของแต่ละกลุ่มธุรกิจจะช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์แนวโน้มการเติบโต หรือความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะต้องเผชิญ

สรุป

ในรายงานผลประกอบการนั้นมีตัวชี้วัดอยู่มากมายที่สามารถช่วยนักลงทุนประเมินความสามารถของบริษัทได้ รายได้และกำไรต่อหุ้น (EPS) เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญและเข้าใจง่ายในรายงานผลประกอบการ อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อแนวโน้มตลาดหุ้นค่อนข้างมาก นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการประกาศผลประกอบการของบริษัทต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในตลาด

0
0
0
การลงทุนมีความเสี่ยงและไม่ได้เหมาะสมสําหรับนักลงทุนทุกคน มูลค่าของหลักทรัพย์อาจผันผวน และส่งผลให้ลูกค้าอาจขาดทุนมากกว่าเงินลงทุนเดิม ผลการดําเนินงานในอดีตของหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์การเงินไม่ได้รับประกันผลลัพธ์หรือผลตอบแทนในอนาคต โปรดทราบว่าแม้ว่าการกระจายความเสี่ยงอาจช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้รับประกันผลกําไรหรือป้องกันการขาดทุนในช่วงตลาดขาลง การขาดทุนมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อคุณลงทุนในหลักทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ผู้ลงทุนควรพิจารณาวัตถุประสงค์และความเสี่ยงในการลงทุนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
รายชื่อบทเรียน
1
วิธีการอ่านราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask)
2
เริ่มต้นลงทุนยังไง? สำหรับมือใหม่หัดลงทุนครั้งแรก
3
เริ่มต้นการเทรดกับ Webull
4
วิธีอ่านข้อมูลหุ้นเพื่อการเทรดให้เข้าใจง่าย
5
วิธีปรับแต่งหน้าจอการเทรดหุ้นให้ตรงตามสไตล์คุณ
6
วิธีค้นหาหุ้นปันผล
7
การลงทุนหุ้น Blue Chip ในช่วงที่เศรษฐกิจขาลง
8
วิธีเลือกลงทุนหุ้นเติบโต (Growth Stocks)
ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ในช่วงการประกาศงบการเงินของบริษัท
10
วิธีการค้นหาหุ้นที่เกิด Corporate Actions
11
สิ่งที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับการแตกพาร์ของหุ้น
No content on the Webull website shall be considered a recommendation or solicitation for the purchase or sale of securities, options or other investment products. All information and data on the website is for reference only and no historical data shall be considered as the basis for judging future trends.